ปิออนเต็กยิงเปิด! แฮร์ธ่าแจ่มตีไฟร์บวร์กพรวดพ้นโซนตกชั้น

“หญิงสูงอายุ” แฮร์ธ่า เบอร์ลิน เก็บความมีชัยเพื่อภารกิจหนีตกชั้น คริสตอฟ ปิออนเต็ก เบิกร่องสกอร์แรกก่อนกลุ่มกระหน่ำ ไฟร์บวร์ก 3-0 ขยับขึ้นที่ 14 พ้นพื้นที่ตกชั้นแม้กระนั้นยังไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ในการแข่งศึกฟุตบอลบุนเดสลีกา เยอรมัน คืนวันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคมก่อนหน้าที่ผ่านมา สนาม : โอลิมเปีย สตาดิโอน ศึกฟุตบอลบุนเดสลีกา เยอรมัน คืนวันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคมก่อนหน้าที่ผ่านมา “หญิงสูงอายุ” แฮร์ธ่า เบอร์ลิน เกมล่าสุดพลาดสามแต้ม นัดหมายนี้มุ่งมั่นซิวชัยหนีพื้นที่ตกชั้น หาเรื่อง ดาร์ได ขนดาวเตะอย่าง “คริสตอฟ ปิออนเต็ก” พอดีจริงรอยิง ไฟร์บวร์ก ที่ท้อแท้มีลุ้นอะไรเล่นให้ครบตามโปรแกรม คริสเตียน ชตรีช์ ใส่ผู้เล่นฟูลกลุ่ม “แอร์ดิน เดมิโรวิช” ฆ่าสู้นัดหมายนี้ เจ้าถิ่นออกนำนาทีที่ 13 จอร์แดน โตรูนาริคย่า ฟูลแบ็กซ้ายดันสูงมาถึงกลางสนาม ก่อนซัดไกลถูกนายทวารกลุ่มเยือนปัด บอลเกลือกมาเข้าทาง คริสตอฟ ปิออนเต็ก ตามมาแปซ้ำบอลทิ่มตาข่ายทางซ้ายตุงประตู หญิงสูงอายุทิ้งห่างนาทีที่ 22 เนมานยา ราดอนยิช กระชากบอลลุยมาจุดโทษทางด้านซ้าย ล็อกหลอกผู้เล่นกลุ่มเยือนหนึ่งครั้งแล้วหยอดมาให้ ปีเตอร์ เปการิค สอดมาโหม่งในจุดโทษ 6 หลา บอลเด้งเข้าประตูไปอีกเม็ด หมดครึ่งแรก แฮร์ธ่า นำ 2-0 ช่วงช่วงหลังกลุ่มเยือน ไฟร์บวร์ก แก้เกมเจริญขึ้นมีจังหวะเข้าทำคะแนนมากแม้กระนั้นยังขาดความแหลมคม ที่สำคัญแปลงเป็นเจ้าบ้านมาได้ประตูเพิ่มจาก เนมานยา ราดอนยิช ลากบอลมาผู้เดียวเข้ากลางจุดโทษ ก่อนซัดเรียดเข้าซุกตาข่าย ทำให้จบเกมเป็น แฮร์ธ่า เบอร์ลิน ชนะ ไฟร์บวร์ก 3-0 เก็บสามแต้มขยับขึ้นที่ 14 พ้นพื้นที่ตกชั้นแม้กระนั้นยังไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ รายนามผู้เล่นที่ลงไปในสนาม แฮร์ธ่า เบอร์ลิน (4-3-3): อเล็กซานเดอร์ ชโวลอฟ,ปีเตอร์ เปการิค,เด็ทริค โบยาต้า (นิคลาส ชตาร์ค น.75),โอมาร์ อัลเดเรเต้,จอร์แดน โตรูนาริคย่า,วลาดิเมียร์ ดาริด้า (เดโยไฟสิโอ เซเฟิค น.75),ซานติอาโก้ อัสซาซิบาร์,มัตเตโอ เกนดูซี่ (ซามี เคดิร่า น.39),จาไวโร่ ดิลโรซัน (มาเธอุส คุนญ่า น.62),คริสตอฟ ปิออนเต็ก (จอน กอร์โดบา น.62),เนมานยา ราดอนยิช ไฟร์บวร์ก (3-4-3): ฟาเบียน มึลเลอร์,ฟิลิพพ์ เลียนฮาร์ท,เควิน ชลอทเมอร์เบ็ค (วินเซนโซ่ กรีโฟ น.46),มานูเอล ฉันลเดอ,โยนาธาน ชมิด,บาปติสเต้ ซานตามาเรีย (ยานนิค ไคเทิล น.46),นิโคลัส เฮิฟเลอร์,คริสเตียน กึนเทอร์,โรลันด์ ซัลไล (จอง วู-ยอง น.83),แอร์ดิน เดมิโรวิช (กุส ติล น.87),ลูคัส เฮอเลอร์ (นีลส์ พีเดอร์บวงสรวง น.70)

EXO-L ทั่วทั้งโลกร่วมใจส่ง แบคฮยอน EXO เข้ากรมทหารรับใช้ชาติ

รุ่งเช้าวันที่ 6 เดือนพฤษภาคม64 มีกล่าวว่า กางคฮยอน EXO (Baekhyun) ได้รายงานตัวเข้ากรมรับราชการทหารลู่ทางในฐานะพนักงานที่ทำหน้าที่ด้านการบริการสาธารณะ โดย กางคฮยอน จะได้รับการฝึกหัดขั้นต้น 3 สัปดาห์ก่อนที่จะเข้ารับราชการทหารในฐานะพนักงานที่ทำหน้าที่ด้านการบริการสาธารณะ โดยก่อนหน้าที่ผ่านมา กางคฮยอน ได้ออกมาอธิบายถึงเหตุผลที่จำเป็นต้องเลือกทำงานบริการสาธารณะ ข้างหลังถูกสังคมออนไลน์ ตั้งเรื่องที่น่าสงสัยถึงความเหมาะสมว่าเพราะเหตุใดไม่เข้ากรมทหารปกติเหมือนเพื่อนฝูงผู้อื่นก่อนที่สื่อเกาหลีโด่งดังอย่าง dispatch ได้นำข้อมูลการดูแลรักษาของกางคฮยอนมาแชร์พบว่ากางคฮยอนเจ็บป่วยโรคไทรอยด์ โดยกางคฮยอน ก็ยอมรับว่าเจ็บป่วยมานานแล้ว ซึ่งการเดบิวต์ในฐานะ EXO เกือบล้มเหลว แม้กระนั้นกางคฮยอนก็เลือกที่จะต่อสู้กับโรคนี้ ด้วยเหตุว่าอยากเป็นศิลปินจริงๆแม้ว่าจะตกเวทีหรือเสียชีวิตก็ตาม ทั้งนี้วันนี้ เป็นวันเหมือนวันเกิดของ กางคฮยอน อีกด้วย ที่ปีนี้อายุครบ 30 ปีพอ (นับแบบเกาหลี) ด้านแฟนๆทั้งยังไทยทั้งยังเทศ ต่างพร้อมใจกันติดแฮชแท็ก #오월을_빛내는_큥탄일 #배켜니생일축하해 #배켜니_빈자리못느끼게_킹다릴게 #HAPPYBAEKHYUNDAY อำนวยพรวันเกิด และก็ให้กำลังใจศิลปินชายหนุ่มสุขภาพแข็งและก็กลับมาโดยสวัสดิภาพ และก็เมื่อช่วงดึกก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มกางคฮยอน ได้เขียนข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่งข้อความในที่สุดให้แฟนคลับทั่วโลกว่า ‘고마워 내사랑들아’ (ขอบคุณนะ ความรักของผม)

ยิ่งใช้ยิ่งได้ จะเปิดให้ ลงทะเบียนเมื่อไร เช็คไทม์ไลน์ที่นี่

ไขข้อสงสัย! โครงการ “ยิ่งใช้ยิ่งได้” จะเปิดให้ “ลงทะเบียน” ได้เมื่อไร? ชวนดูไทม์ไลน์และระยะเวลาการใช้สิทธิ์ของโครงการนี้ เพื่อเตรียมตัวกดลงทะเบียนได้เร็วก่อนใคร ภายหลังรัฐบาลเปิดตัวโครงงานใหม่ป้ายแดง “ยิ่งใช้ยิ่งได้” ก็ได้รับความพอใจจากประชากรเป็นอย่างมาก ดึงดูดใจคนถูกใจชอปปิ้งด้วยการมอบ E-Voucher มูลค่า 5,000-7,000 บาทต่อคน ทำเอาคนไม่ใช่น้อยต้องการรู้ว่าโครงงานดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นจะเริ่มใช้ได้เมื่อไร? จะเปิดให้ “ลงทะเบียน” ยิ่งใช้ยิ่งได้ตอนไหน? และช่วงเวลาการใช้สิทธิ์ คืออะไร? กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ รวบรวมข้อมูลไทม์ไลน์ “ยิ่งใช้ยิ่งได้” เบื้องต้น มาให้รู้กัน ดังต่อไปนี้ • เช็ครายละเอียดลักษณะโครงงาน “ยิ่งใช้ยิ่งได้” “ยิ่งใช้ยิ่งได้” เป็นโครงงานใหม่จากรัฐบาล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ไขผู้ได้รับผลพวงจากโควิด-19 ระลอกล่าสุด กระตุ้นการใช้จ่ายประคับประคองกำลังซื้อในช่วงไตรมาสที่ 3 – 4 ของปีนี้ ช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศผ่านผู้มีกำลังซื้อสูงให้นำเงินออกมาใช้จ่าย โดยรัฐจะเกื้อหนุนบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Voucher ให้แก่ผู้ที่ได้รับสิทธิ์โครงงานยิ่งใช้ยิ่งได้ เอาไปใช้จ่ายซื้อสินค้าค่าของกินเครื่องดื่ม และค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าบริการต่างๆกับผู้ประกอบธุรกิจที่ลงบัญชีภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยจะให้ในมูลค่า 5,000-7,000 บาทต่อคนต่อวัน และเป็นโครงงานที่จะต้องลงทะเบียนใหม่

ดับฝัน รพ.วิภาวดี ยกเลิก สั่งวัคซีนโควิด Moderna

ประชาชนฝันสลาย! รพ.วิภาวดี ทำหนังสือแจง เผยยกเลิกสั่งวัคซีนโควิดยี่ห้อ “Moderna” ด้านชาวโลกออนไลน์เชื่อถูกบีบและขัดขวางจนทำให้ยกเลิกการสั่งซื้อ ตอนวันที่ 6 พ.ค. โรงหมอวิภาวดี ได้ทำหนังสืออธิบายถึงการสั่งซื้อวัคซีนโควิด-19 ว่า เรียน ท่านดาราความพึงพอใจในการรับวัคซีน Moderna กับโรงหมอวิภาวดี ตามที่โรงหมอวิภาวดี ได้ให้ความใส่ใจกับการนำเข้าวัคซีนช่องทาง โดยหวังให้พลเมืองสามารถเข้าถึงวัคซีนได้โดยด่วนที่สุด เพื่อช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งท่านได้สนใจวัคซีนช่องทาง (Moderna) กับโรงหมอวิภาวดี นั้น โดยที่การดำเนินการจัดซื้อวัคซีนในสถานการณ์เดี๋ยวนี้ ทำให้โรงหมอวิภาวดีให้คำตอบที่แจ่มชัดแก่ทุกคนมิได้ ว่าจะได้รับวัคซีนในช่วงใด ซึ่งโรงหมอถือว่าอาจเกิดการเสี่ยงแก่ท่าน รวมทั้งเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องแจ้งความเป็นจริงประเด็นนี้ต่อผู้ใช้บริการทุกคนที่คาดหวังว่าจะได้รับการฉีดยาโดยด่วนที่สุด โรงหมอวิภาวดีก็เลยพินิจพิเคราะห์ตกลงใจยกเลิกการจัดซื้อวัคซีนดังที่กล่าวถึงแล้ว โรงหมอวิภาวดีก็เลยปรารถนาขอโทษทุกคนมาในโอกาสนี้ รวมทั้งขอให้ท่านได้โปรดกรุณาเข้าใจถึงความสุจริตใจรวมทั้งบริสุทธิ์ใจของโรงหมอที่มีต่อทุกคน ดังนี้ หากโรงหมอวิภาวดีได้รับความแจ่มชัดในการที่จะทำให้คุณได้เข้าถึงวัคซีนช่องทาง โรงหมอจะขออนุญาตติดต่อท่านตามข้อมูลที่ให้ไว้ เพื่อไต่ถามความอยากถัดไป ขอขอบพระคุณ โรงหมอวิภาวดี ดังนี้ภายหลังที่ได้มีการโพสต์ข้อความดังที่กล่าวถึงแล้วออกไป ชาวโลกออนไลน์ได้แสดงความเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เห็นว่า คงจะมีเหตุที่เกิดจาก โรงพยาบาลโดนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบีบรวมทั้งกดดัน กีดกั้นการนำเข้าวัคซีน จนไม่อาจจะจัดซื้อได้ …

“นุ่น” จับ “กรีน” ตบล้างน้ำ! ใน “ตะกร้าสีดา”

ข้างหลังปลดปล่อยให้สามีสุดที่รัก “ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล” กับเด็กรับใช้อย่าง “กรีน-อัษฎาพร” สวมเขา ปัจจุบันละคร “ตะกร้าสีดา” อาทิตย์นี้นางเอกสุดสตรอง “นุ่น-วรนุช” จะไม่ทนอีกต่อไป! เบื้องหลังการถ่ายทำวันนี้ เป็นฉากที่ น้ำอิงค์ (นุ่น-วรนุช) กลับมาที่บ้านอีกครั้ง ข้างหลังตัดสินใจลุกขึ้นยืนสู้เพื่อทวงทุกๆสิ่งทุกๆอย่างคืน แต่เมื่อมาถึงกลับถูก รำนำ (กรีน-อัษฎาพร) กวนโทสะ ทำให้น้ำอิงค์ฟิวขาด เลยจับรำนำตบล้างน้ำให้หายโกรธแค้นสักที เรียกว่าเป็นอีก 1 ฉากที่เดือดสุดๆของเรื่อง ผู้กำกับ โอ๋-คฑาเทพ ต้องการให้นุ่นใส่อารมณ์ทั้งโกรธ อารมณ์ไม่ชอบ ที่มีต่อกรีนออกมาให้หมด พร้อมทั้งซักซ้อมบล็อกกิ้งอย่างละเอียดเนื่องจากว่ามีคิวจำต้องปะทะกัน จึงฝึกจังหวะกันอยู่หลายรอบจนถึงคล่องคิว จากนั้นผู้กำกับไม่รอคอยช้าสั่งถ่ายจริงทันที เริ่มที่ นุ่นกลับมาที่บ้านของปีเตอร์ แต่เมื่อมาถึงนุ่นก็จำต้องรำคาญดวงใจ ได้แต่เก็บกดอารมณ์เอาไว้ ดู ปีเตอร์ กรีน แล้วก็ แม่นุ่ม (เจี๊ยบ-ทองพร) ทำหน้าใสซื่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แถมแต่ละคนยังแกล้งมาประพฤติดีประจบเอาใจนุ่น ฟากนุ่นที่รู้อยู่เต็มอกว่าทั้งสิ้นเป็นเพียงแค่การแสดง! ทำให้นุ่นหมดความอดทนปลดปล่อยระเบิดลูกใหญ่ ด่าปีเตอร์เรื่องที่ปีเตอร์ไปนอนกับกรีน พร้อมระบายความอัดอั้นตันใจเรื่องที่ทุกคนปกปิดเรื่องจริงออกมาด้วยความเศร้าใจ แต่แทนที่กรีนจะเศร้าใจกลับลอยหน้า ทำให้นุ่นฟิวขาดพุ่งตัวเข้าไปจิกหัวกรีนมาตบเต็มแรง ฟากปีเตอร์กับเจี๊ยบเพียรพยายามจะเข้ามาห้าม แต่นุ่นที่กำลังเดือดจัดประกาศกร้าวห้ามผู้ใดยุ่ง! ก่อนที่จะหันไปจับการ้อนขึ้นมา เมื่อกรีนเห็นท่าไม่ดีจึงเพียรพยายามดิ้นหนี แต่สู้แรงนุ่นไม่ได้ นุ่นจับกรีนกดลงโต๊ะ พร้อมทั้งถามกรีนว่า “แกสุขสบายนักใช่ไหม” เอาล่ะสิ.. ลมพายุลงลูกใหญ่ขนาดนี้ ใคร่รู้ว่าเรื่องราวความเข้นข้นต่อจากนี้จะกำเนิดอะไรขึ้น? ห้ามพลาดดูฉากนี้ได้ละคร “ตะกร้าสีดา” คืนวันพุธที่ 5 พฤษภาคมนี้ เวลา 20.30 น. ทางช่องวัน 31

อัปเดตความก้าวหน้าโครงงาน “พวกเราชนะ” จัดแจงแจกเงินเพิ่มคนละ 2,000 บาท

ความคืบหน้าโครงงาน “พวกเราชนะ” จัดเตรียมแจกเงินเพิ่มคนละ 2,000 บาท มีผู้ได้รับสิทธิ์แล้วรวม 32.9 ล้านคน คิดเป็นค่าการใช้จ่ายเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยกว่า 204,062 ล้านบาท 1. พสกนิกรกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปริมาณ 13.7 ล้านคน ได้มีการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. 2564 เป็นต้นมา ปริมาณ 73,722 ล้านบาท 2. พสกนิกรกลุ่มที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลของแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ในโครงงานพวกเราเที่ยวด้วยกันและก็คนละครึ่ง และก็กลุ่มพสกนิกรทั่วๆไปที่สมัครสมาชิกทางเว็บไซต์ www.พวกเราชนะ.com ที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้นและก็การันตีการใช้สิทธิ์ร่วมโครงงานฯ แล้ว ปริมาณ 16.8 ล้านคน และก็มีการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. 2564 เป็นต้นมา ปริมาณ 115,150 ล้านบาท 3. พสกนิกรกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเกื้อกูลเป็นพิเศษที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติแล้ว ปริมาณ 2.4 ล้านคน มียอดใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 5 เดือนมีนาคม 2564 เป็นต้นมา ปริมาณ 15,190 ล้านบาท ดังนี้ ทำให้มีผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงงานฯ แล้ว รวมทั้งสิ้นปริมาณ 32.9 ล้านคน คิดเป็นค่าการใช้จ่ายเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยแล้วกว่า 204,062 ล้านบาท และก็มีผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงงานฯ ที่ใช้จ่ายจนถึงครบวงเงินสิทธิ์แล้ว ปริมาณ 24.9 ล้านคน ซึ่งได้แก่การใช้จ่ายผ่านผู้ประกอบกิจการร้านธงฟ้าราคาประหยัดปรับปรุงเศรษฐกิจแคว้นที่มีแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ร้านรวงคนละครึ่งที่ตกลงยินยอมเข้าร่วมโครงงานฯ รวมทั้งผู้ประกอบกิจการร้านรวงและก็ผู้ให้บริการที่สมัครสมาชิกเข้าร่วมโครงงานฯ ปริมาณทั้งนั้น มากยิ่งกว่า 1.3 ล้านธุรกิจ อย่างไรก็แล้วแต่ ล่าสุดช่วงวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 คณะรัฐมนตรี เห็นด้วยมาตรการบรรเทาผลกระทบการแพร่ระบาดไวรัส วัววิด-19 ระลอกเดือนเมษายน 2564 โดยใช้เงินกู้ยืม 225,500 ล้านบาท สำหรับเพื่อการเพิ่มวงเงินโครงงาน พวกเราชนะ ปริมาณ 32.9 ล้านคนอีกสัปดาห์ละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ วงเงินรวม 67,000 ล้านบาท.  

ยิ่งใช้ยิ่งได้ ครม.เคาะโครงการใหม่ ให้ E-Voucher 7,000 บาท

เปิดรายละเอียดเบื้องต้น “ยิ่งใช้ยิ่งได้” โครงการใหม่ป้ายแดงจากรัฐบาล ล่าสุดวันนี้ 5 พ.ค.64 ครม.เคาะอนุมัติในหลักการ โดยรัฐจะให้ E-Voucher สำหรับใช้จ่ายสูงสุด 7,000 บาทต่อคน วันนี้ (5 พ.ค. 64) หลังการประชุม ครม. มีการเคาะมาตรการแก้ไขผลกระทบจากการระบาด “วัววิด-19” ระลอกใหม่ (ม.ย. 2564) และก็เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจออกมานานาประการมาตรการ หนึ่งในนั้นคือ “ยิ่งใช้ยิ่งได้” ที่เป็นโครงงานใหม่ป้ายแดง โดยกลุ่มเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ดีไซน์โครงงานเบื้องต้นออกมาเสนอห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ปัจจุบัน.. ครม.ก็ไฟเขียว มีมติเห็นด้วยโครงงานนี้แล้ว โดยมีการเผยรายละเอียดเบื้องต้น ดังนี้ 1. โครงงาน “ยิ่งใช้ยิ่งได้” เป็นอย่างไร? “ยิ่งใช้ยิ่งได้” เป็นโครงงานใหม่จากรัฐบาล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและก็แก้ไขผู้ได้รับผลกระทบจากวัววิด-19 ระลอกปัจจุบัน กระตุ้นการใช้จ่ายพยุงกำลังซื้อในตอนไตรมาสที่ 3 – 4 ของปีนี้ โครงงานนี้จะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศผ่านผู้มีกำลังซื้อสูงให้นำเงินออกมาใช้จ่ายและก็สนับสนุนผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ก่อนหน้าที่ผ่านมา นายสุพัฒนดงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯและก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เคยให้ข้อมูลไว้ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและก็แก้ไขผู้ได้รับผลกระทบจากวัววิด-19 ระลอกปัจจุบันนั้น จะออกมาเป็นแพ็กเกจราวพฤษภาคม 2564 หนึ่งในนั้นที่เป็นมาตรการใหม่เพิ่มเข้ามา คือ มาตรการสนับสนุนให้เศรษฐีออมที่มีอยู่ 6-7 แสนล้านบาท ให้ออกมาใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น อัพเดทปัจจุบัน.. วันนี้ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและก็สังคมแห่งชาติ ออกมาลงรายละเอียดเสริมเติมว่า โครงงานยิ่งใช้ยิ่งได้ เป็นโครงงานที่มุ่งไปที่กลุ่มผู้มีรายได้สูง รัฐจะสนับสนุน E-Voucher สำหรับเพื่อการใช้จ่าย ในเบื้องต้นคาดว่าจะไม่เกิน 7,000 บาทต่อคน ช่วงเวลาโครงงานจะเริ่มต้นได้เมื่อเหตุการณ์เข้าสู่สภาวะธรรมดา แล้วไปสิ้นสุดในวันที่ 31 เดือนธันวาคม 2564

แมนยูฯสะดุ้ง เชลซี เตรียมปาดหน้าคว้าแข้งเป้าหมาย โซลชาร์

“เชลซี” ยอดทีมแดนผู้ดี ตกเป็นข่าว เตรียมปาดหน้าคว้าแข้งเป้าหมายของ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” อย่าง “จาดอน ซานโช” ปีก “โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์” มาร่วมทีม วันที่ 5 เดือนพฤษภาคม 64 “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ทีมดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ กลายเป็นข่าว มีแผนที่จะเดินหน้าคว้าตัว จาดอน ซานโช ปีกคนสำคัญขึ้นตรงต่อค่าย “เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งเป็นแข้งวัตถุประสงค์สำคัญที่ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ ผู้จัดการทีมฟุตบอลชาวประเทศนอร์เวย์ จาก “อสุรกายแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมคู่ปรปักษ์ร่วมลีกต้องการตัว ทั้งนี้ยอดทีมสีแดงแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ เคยเกือบจะที่กำลังจะได้ตัว จาดอน ซานโช มาร่วมทีมเมื่อตอนซัมเมอร์ก่อนหน้าที่ผ่านมา แม้ว่าตกลงข้อตกลงส่วนตัวกับนักฟุตบอลได้แล้ว แต่ถ้าว่าทั้งสองทีมไม่บางทีอาจหาผลสรุปในเรื่องของค่าจ้างได้ ก็เลยทำให้ดีลล่มในช่วงท้ายของตลาดจำหน่ายนักฟุตบอลนั่นเอง ทั้งนี้ โธมัส ทูเคิล นายใหญชาวเยอรมัน ที่ดูเหมือนกับว่าจำเป็นจะต้องการยกระดับแนวรุกของทีมให้ดีขึ้นอีก โดยที่มีข่าวว่าช่วงแรกล็อกเป้า โรเมลู ลูกาเรา ศูนย์หน้าฟอร์มร้อนชาวเบลเยียม ของทีม “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน ทีมแชมป์ป้ายแดง กัลโช่ เซเรียอา อิตาลี มาล่าตาข่าย ภายหลังที่ ตำหนิโม แวร์เนอร์ ดูเหมือนจะยังไม่ตอบโจทย์ แต่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ โธมัส ทูเคิล ก็ยังต้องการที่กำลังจะได้ตัว จาดอน ซานโช มาร่วมทีมด้วยด้วยเหมือนกัน.

ย้ายประเทศกันเถอะ เป็นอุปกรณ์ทางการเมือง นักวิชาการอิสระเตือน!

นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก ถึง “ย้ายประเทศกันเถอะ” เป็นเพียงแต่วัสดุทางการเมืองให้ 2 อดีตนายกฯ กลับมามีอำนาจ วันที่ 4 เดือนพฤษภาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีกำเนิดกลุ่ม “ย้ายประเทศกันเถอะ” ในเฟซบุ๊ก ที่หลังจากเปิดมาเป็นเวลา 4 วัน มีผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกแล้วถึง 6.7 แสนบัญชี (ข้อมูลเวลา 14.30 น. วันที่ 4 เดือนพฤษภาคม) ทั้งยังในตอน 1-2 วันแรก ก็เป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ทั้งยังยังได้รับความพอใจจากอีกทั้งสื่อโทรทัศน์และเว็บไซต์ที่มีการรายงานข่าวสารตลอดวัน ปัจจุบัน นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์รูปภาพ นายทักษิณ ชินวัตร และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งทั้งสองเป็นอดีตนายกฯของเมืองไทย ทั้งยังยังมีภาพบุคคลทางการเมืองเช่น นายธนาธร จึงก้าวหน้าธุระ ประธานแผนกเจริญก้าวหน้า อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ข้อความถึงกลุ่ม นายพิธา ลิ้มรุ่งเรืองรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์ดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว ยังระบุข้อความว่า ผู้นำเก่าและผู้นำปัจจุบัน ได้สร้างกระแส “ย้ายประเทศกันเถอะ” เพื่อหวังให้คนสมัยใหม่นั้นชิงชังประเทศตัวเอง และหลอกใช้เป็นวัสดุทางการเมือง ให้ตัวเองได้กลับมาถือครองอำนาจทางการเมืองอีกที “ปลุกระดมให้บุคคลอื่น “ย้ายประเทศกันเถอะ” แม้กระนั้นตัวเองและพวก “อยากกลับและอยากอยู่ประเทศไทย ตลอดกาล” อดีต 2 ผู้นำ อยากกลับไทยใจจะขาด เพราะเขาและคุณรู้ว่าเมืองไทยมีดีอะไรมากไม่น้อยเลยทีเดียว และให้อะไรกับเขาและคุณบ้าง ส่วนผู้นำคนสมัยใหม่ยุคปัจจุบัน อยากอยู่ประเทศไทยไม่ไปไหนแน่นอน เพราะเขาและคุณรู้ว่าเมืองไทยมีดีอะไรมากไม่น้อยเลยทีเดียว และให้อะไรกับเขาและคุณบ้าง”

ลูกบิด ประสบการณ์คืนหนาวเหน็บ เกี่ยวอะไรกับ ย้ายประเทศกันเถอะ

ย้ายประเทศกันเถอะ ยังเป็นกระแสร้อนในโลกโซเชียล นอกจากถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลายแง่มุม ล่าสุดยังเป็นที่มาของดราม่าเรื่องใหม่ “ลูกบิด” วันที่ 4 เดือนพฤษภาคม 2564 ทั้งคืนก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาสม่ำเสมอถึงวันนี้ ชาวโซเชียลน่าจะเลื่อนฟีดแล้วพบมุกเกี่ยวกับ “ลูกบิด” มาบ้าง ทีแรกคนไม่ใช่น้อยบางทีอาจรู้สึกว่าเป็นมุกส่วนตัวหรือมุกเฉพาะกรุ๊ปของเพื่อนฝูงๆในเฟซบุ๊ก แต่ว่าเชื่อหรือไม่ว่าดราม่านี้เป็นความสม่ำเสมอจากกระแส กรุ๊ปเฟซบุ๊ก “ย้ายประเทศกันเถิด” ซึ่งในเวลา 13.55 น. วันนี้ จำนวนสมาชิกพุ่งไปถึง 6.7 แสนคน แล้ว ด้วยความแรงของ “ย้ายประเทศกันเถิด” ทำให้มีคนไม่ใช่น้อยออกมากล่าวเตือนผู้ใหญ่ที่มีอำนาจว่าอย่าละเลยประเด็นนี้ ไม่ว่าจะเป็น “สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีตกาลกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มองว่า ถ้าหากสมาชิกในกลุ่มนี้ เพียง 1% หรือ 10% ได้ย้ายไปต่างประเทศจริงๆถือว่าน่ากังวล เพราะว่าผู้ที่จะไปได้จะต้องเป็นระดับครีมของครีม เป็นผู้ที่มีความรู้และความเข้าใจจริงที่เป็นประเทศนั้นยอมรับ ด้าน “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” แกนนำแนวร่วมระบบประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) วิเคราะห์ว่า คนหนุ่มคนสาวรับมิได้และไม่มองเห็นวี่แววการเปลี่ยนแปลง ก็อาจจะอยากย้ายเพราะว่าประเทศจำนวนมากไม่เป็นแบบนี้ แต่ว่าถึงที่สุดพวกเขาจะเข้าใจตรงกันว่าไม่ใช้ว่าจะง่าย และความรู้สึกนี้จะกลายเป็นพลังหันมาสู้เพื่อเปลี่ยนประเทศให้มีอนาคตเพื่อคนทุกฝ่าย มีพื้นที่ให้คนทุกกรุ๊ป มีความเท่าเทียมให้คนทุกคน แต่ว่าข้อคิดเห็นที่ถูกเอ่ยถึงสูงที่สุด กลับมาจากฝั่งที่มีแนวความคิดทางด้านการเมืองตรงกันข้ามกับสมาชิกจำนวนมากในกรุ๊ป “ย้ายประเทศกันเถิด” นั่นคือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.อานนท์ ศักดาวรวิชญ์ คุณครูประจำคณะสถิติปรับใช้ นิด้า (NIDA) ซึ่งโพสต์เล่าประสบการณ์การใช้ชีวิตที่นิวยอร์ก สหรัฐฯ แทบ 6 ปี ตอนเรียนปริญญาเอก โดยยอมรับว่าช่วงแรกมีความคิดจะไม่กลับประเทศไทย จะอยู่สหรัฐอเมริกา ต่อ เมื่ออยู่สหรัฐอเมริกา ได้ครู่หนึ่ง ก็เลยทราบว่าตัวเองเป็นแค่ “ประชาชนชั้นสอง” พบความไม่เท่าเทียมกันหรือการรังเกียจเดียดฉันท์ (prejudice) หลายอย่าง เลยทราบว่าอยู่ที่ใดก็ไม่มีความสุขเสมือนประเทศไทย แต่ว่าสถานะการณ์ที่ทำให้คุณครูคนมีชื่อเสียงไม่อยากอยู่ต่างถิ่นต่อ คือสถานะการณ์ฝังใจในวันที่อากาศหนาวมาก… “วันหนึ่งอากาศหนาวมาก ผมจะเข้าบ้านเช้า เลยถอดถุงมือเพื่อจับลูกกุญแจไขลูกบิดได้ถนัด เอามือเปล่าจับประตูแล้ว เพราะว่าหนาวเย็นจัดมาก มือเปล่าๆเลยกำเนิดน้ำแข็งติดตามกับลูกบิดประตู ผมจำเป็นต้องก้มเอาลมปากร้อนๆเป่ามือจนกระทั่งเอามือออกจากลูกบิด…” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.อานนท์ เล่า จุดพลิกผันนี้เองที่ทำให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.อานนท์ กำเนิดปัญหาในใจว่า จะอยู่ทรมาทรกรรมเป็นประชาชนชั้นสามชั้นสี่ ในที่ที่ไม่ใช่บ้านเกิดเพราะอะไร? วินาทีนั้นก็เลยตัดสินใจว่าจำเป็นต้องกลับมารับใช้กองทัพบ้านเมือง “ชาติบ้านเมืองของพวกเรา บางทีอาจจะวุ่นวายไปบ้าง มีความแตกกัน มีคนชั่ว มีนักการเมืองชั่วช้า มีพสกนิกรชั่วช้าและเห็นแก่ตัว มีต่างชาติเข้ามาแทรกแซงธุรกิจภายในประเทศ มีการกลั่นแกล้งทำร้ายกัน แต่ว่าถ้าหากพวกเราตั้งมั่นสำหรับการทำความดีเพื่อชาติบ้านเมือง ผมเชื่อถือว่าแล้วความดีเลิศจะคุ้มครองป้องกันพวกเรา อยู่ที่ใด ทำเพื่อใครกันแน่ก็ไม่พอๆกับทำให้แผ่นดินกำเนิด” ก่อนปิดท้ายการโพสต์เล่าประสบการณ์ไม่ดีกับลูกบิดว่า ฝากให้คนชังชาติที่คิดจะไปอยู่บ้านเมืองอื่น ชาติอื่น แล้ววันใดวันหนึ่งคุณจะเข้าดวงใจ สรุปว่า ขอให้พรให้พวกที่อยากไป ได้ไป ได้เจอกับเรื่องจริง ขอให้รีบๆไปเลยครับผม ขอให้พรให้ลาภดี ได้รู้เรื่องชีวิตจริงๆมิได้เหนี่ยวรั้ง มิได้ไล่ ให้พรให้ต้องรีบไปให้เร็วสมใจอยากต้องการต้องทุกสิ่ง สุดท้ายเรื่องเล่าของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.อานนท์ ได้กลายเป็นไวรัลในโซเชียล เพียง 24 ชั่วโมงข้างหลังโพสต์ มีคนกดแชร์กว่า 1 หมื่นครั้ง แสดงความรู้สึกกว่า 3.1 หมื่นครั้ง และแสดงความเห็นมากกว่า 3.3 พันครั้ง สำหรับคนที่เห็นด้วยต่างชื่นชมที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.อานนท์ นำวิชาความรู้กลับมารับใช้กองทัพ ทั้งยังเป็นอันมากดวงใจให้สำหรับเพื่อการต่อสู้เพื่อปกป้องรักษาบ้านเมือง แต่ว่าฝั่งที่ไม่เห็นด้วยถล่ม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.อานนท์ ว่า เป็นคนการเรียนรู้สูง เพราะเหตุใดก็เลยไม่ทราบว่าควรใส่ถุงมือจับลูกบิดตอนอากาศหนาว ในเวลาที่อีกคนไม่ใช่น้อยล้อเลียนว่า ถ้าหากไม่ใช่เพราะว่าลูกบิด อาจจะไม่กลับมารับใช้กองทัพ และถัดมา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.อานนท์ ได้จำกัดผู้ที่สามารถแสดงความเห็นต่อโพสต์นี้ แล้ว ล่าสุด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.อานนท์ โพสต์ถึงประเด็นนี้อีกครั้ง โดยอธิบายว่า ตอนจะเข้าบ้าน ไขลูกกุญแจมิได้ เพราะว่าอุณหภูมิติดลบ 20 องศาเซลเซียส เลยถอดถุงมือออก แล้วไขกุญแจลูกบิด แล้วหลงๆลืมๆใส่ถุงมือก่อนจับลูกบิดประตู เลยทำให้มือติดลูกบิดประตู คือเรื่องธรรดา คนเราเผลอลืมกันได้ ยิ่งกว่านั้นยังเอ๋ยถึงชายคนหนึ่งว่า เถียงกับคนภายในครอบครัว พอเพียงเขาปิดล็อกลูกบิดประตู กลับเอาขวานจามลูกบิดและประตูบ้านตัวเองจนกระทั่งเหลวพังทลายยับ เอาแต่ใจ ไม่มีวุฒิภาวะ มีแต่ว่าอารมณ์ ที่สำคัญทำลายบ้านช่องและบ้านเมืองของตน แต่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.อานนท์ มิได้กล่าวว่ากล่าวพูดถึงใครกันแน่